http://www.v3farm.com/pics/p2.pn
กล่าวถึงคนรักม้าอย่าง น.อ. กิตติพงษ์ พุ่มสร้าง ร.น. ซึ่งปัจจุบันรับราชการที่กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ ที่ได้นำม้าไปเลี้ยงไว้ที่สวนยางพารา มิใช่เพราะรักม้าแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ด้วยความที่เป็นชาวชุมพรต้องการที่จะให้จังหวัดชุมพรคงเอกลักษณ์ ประจำจังหวัดไว้…สำหรับจังหวัดชุมพรนั้น น.อ. กิตติพงษ์ เล่าว่า เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการรวมทัพมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นประชากรที่นี่จึงมีความผูกพันและเคยชินกับการนำสัตว์มาใช้งานทั้งใน ยามศึกและยามสงบ และเนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าเขา ไม่มีที่ราบกว้างใหญ่เหมือนเช่นภาคกลาง เมื่อความเจริญยังเข้าไม่ถึงจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้สัตว์เป็นพาหนะ หลักในการขนส่งสินค้าและยุทธปัจจัย ครั้นเมื่อสงครามสงบลง สัตว์พาหนะที่ใช้ในการศึก เช่น ช้าง ม้า ก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวบ้านในแถบนั้นและย่านใกล้เคียงเริ่มนำสัตว์เหล่า นี้โดยเฉพาะม้าไปใช้ขนส่งสินค้าทางการเกษตร เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อ 40 ปีก่อนหน้านี้ ชุมพรได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการเลี้ยงม้ามาก ที่สุดทางตอนใต้ของประเทศไทย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เมื่อโลกมีการพัฒนาเครื่องจักรเครื่องยนต์ ทำให้คนหันมาใช้รถยนต์แทนแรงงานสัตว์ ทำให้ปริมาณม้าลดลงอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันหากจะหาคนเลี้ยงม้าสักคนก็ยากพอ ๆ กับการงมเข็มในมหาสมุทร
ในระยะแรก น.อ.กิตติพงษ์ ต้องต่อสู้กับแนวความคิดเก่าที่ว่า ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในแปลงยางพารา เพราะจะสร้างความเสียหายแก่ต้นยาง แต่ภายหลังการลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่งในที่สุดก็พบว่าสามารถทำให้ม้าอาศัย อยู่ในสวนยางพาราได้ในลักษณะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า กล่าวคือ ม้าที่เลี้ยงไว้จะกินใบยางและลูกยางที่ร่วงหล่นอยู่โคนต้น หลังจากนั้นม้าจะคืนกำไรให้โดยการถ่ายมูลเป็นปุ๋ย ธรรมชาติกลับคืนให้แก่ต้นยาง นอกจากนี้แล้วยังพบว่าการเลี้ยงม้าในสวนเกษตรในแบบที่ไทยโพนี่ดำเนินการอยู่ นั้น น่าจะเป็นหนทางในการหารายได้เสริมให้แก่กลุ่มเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
จากการเลี้ยงม้าแต่แรกที่ต้องการเพียงอนุรักษ์ แต่พอม้ามีจำนวนมากขึ้นและอยากให้ม้าไทยมีการแพร่ขยายไปสู่คนอื่นจึงได้ จำหน่ายออกไป และหลังจากที่ได้ผลิตลูกม้าพันธุ์ไทยโพนี่ออกมาแล้วประมาณ 2-3 รุ่น ทางฟาร์มได้เปลี่ยนพ่อม้าตัวใหม่จาก เจ้าเบิ้ม เป็นม้าด่าง (Paint Horse) ชื่อ องอาจ ซึ่งปัจจุบันอายุประมาณ 3 ปี การเปลี่ยนพ่อม้านั้นก็เพื่อเป็นการสับเปลี่ยนมิให้ม้าผสมกันเองในฝูง อีกทั้งเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเลือดชิด นอกจากนี้ยังได้นำแม่ม้าขาวที่มีความสูงไม่น้อยกว่า 140 ซม. ไปผสมกับพ่อม้าขาวพันธุ์ดี เพื่อผลิตลูกม้าที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ม้าสีขาวในอนาคตให้มีความสูงไม่ต่ำ กว่า 155 ซม. เพื่อจะรักษาสายพันธุ์และความสูงให้นิ่งเพื่อเป็นสายพันธุ์ที่สมบูรณ์ต่อไป ในอนาคต
น.อ.กิตติพงษ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารของม้าว่า อาหารม้าสามารถแบ่งได้ตามวัยดังนี้ คือ อาหารม้าลูกม้า อาหารม้าโต อาหารแม่ม้า และอาหารม้าแข่ง อาหารเหล่านี้มีจำหน่ายโดยทั่วไป แต่หากหาอาหารม้าไม่ได้ ให้ใช้สูตรต่อไปนี้ไปพลาง ๆ ก่อน ดังนี้
ใช้อาหารหมู 3.5 ส่วน (ม้าเล็กใช้อาหารหมูเล็ก ม้ากลางใช้อาหารหมูกลาง แม่ม้าหรือม้าท้องใช้อาหารหมูนม หากมีอาหารม้าก็ใช้อาหารม้าเลย), รำละเอียด 3-4 ส่วน, ข้าวเปลือก 2 ส่วน, ข้าวโพด 1 ส่วน, กากน้ำตาล 0.3-0.5 ส่วน
รวมทั้งหมด 10 ส่วนต่อมื้อ หรือหากคิดเป็นกิโลกรัมก็ไม่ควรเกิน 3 กก.ต่อมื้อ สำหรับม้าใหญ่ (ม้าเทศ) และหากม้าเล็กกว่านี้ก็ลดลงตามสัดส่วน และควรให้อาหารวันละสามมื้อ หรืออย่างน้อยควรให้เช้าและเย็น (หมายเหตุ 1 ส่วนประมาณ 1 กระป๋องนมข้นหวาน)
เสร็จจากการให้อาหารข้นข้างบนนี้แล้วหลังจากนั้นจึงทอดหญ้า (เอาหญ้าใส่ราง) ให้กิน การทอดหญ้าจะมีรางหญ้าต่างหากและใส่หญ้าแห้งหรือฟางไว้ให้ม้าเล็มกินได้ตลอด เวลา แต่หากเลี้ยงแบบประหยัดก็ให้นำม้าไปปล่อยในแปลงหญ้า หรือล่ามเชือกให้กินหญ้าได้
การให้อาหารม้ามีข้อเตือนใจว่า สำหรับม้ายืนโรงหรือม้าขังคอกที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หากให้อาหารน้อยก็แค่ผอมและอดอาหาร แต่การให้อาหารมากเกินไปและไม่เป็นเวลาอาจทำให้ม้าท้องอืดถึงตายได้ การให้น้ำนั้น ต้องมีภาชนะใส่น้ำสะอาดให้ม้ากินตลอดเวลา ขอเน้นว่า น้ำต้องสะอาด
สำหรับฟาร์มม้าของ น.อ.กิตติพงษ์ อยู่ในสวนยางพารา ที่ ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร ผู้สนใจสามารถไปเที่ยวเยี่ยมชมแลกเปลี่ยนความคิดกันได้ หรือโทรฯติดต่อ น.อ.กิตติพงษ์ พุ่มสร้าง ร.น. 08-1256-4199.
“สุโขสโมสร”



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น